kabuvi

Limit downside, Be focus


Leave a comment

Weไม่Work

acastro_190814_1777_wework_ipo_0002.0

หลายๆท่านคงได้มีโอกาสทราบเรื่องราวของบริษัท Startup ยักษ์ใหญ่บริษัทหนึ่งที่เพิ่งจะยื่น filing เมื่อกลางเดือนสิงหาคม 2019 ที่ผ่านมาเพื่อทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา แต่ปัจจุบันถูกเลื่อนวัน IPO ออกไปแบบไม่มีกำหนด
จริงๆแล้ว ถ้าบริษัทนี้สามารถ IPO ได้สำเร็จ จะกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาด IPO ในปี 2019 จำนวนราว 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท) ใหญ่กว่า บริษัท ปตท ปัจจุบัน มูลค่าการตลาดราว 1.3 ล้านล้านบาท @ วันที่ 1 ตค 2019
และใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากมูลค่าตลาดตอน IPO ของ Uber เลยทีเดียว แต่หลายๆอย่างมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คาดไว้

WeWork ก่อตั้งและบริหารโดย นายนิวแมน ชาวอิสราเอลในปี 2010 ซึ่งทำธุรกิจหลักๆคือ การเช่าออฟฟิสที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่หลายๆแห่งในระยะยาว เช่น 15 ปี เอามาตกแต่งให้ดูดีทันสมัย แล้วแบ่งปล่อยเช่าต่อให้กับผู้ต้องการในระยะสั้นกว่า หรือเรียกให้เท่ห์ว่า Co-Working Space
โมเดลธุรกิจดูแล้วไม่ได้แตกต่างจากบริษัทอื่นๆที่เคยทำในอดีตหรือปัจจุบัน เช่น บริษัท IWG ของประเทศเบลเยี่ยม ยิ่งไปกว่านั้น IWG นั้นมีธุรกิจครอบคลุมพื้นที่มากกว่าที่ 1100 เมือง ในขณะที่ WeWork ครอบคลุมเพียง 111 เมือง โดยหลักๆ เน้นที่เมืองใหญ่ๆในอเมริกา (ปัจจุบัน IWG มีมูลค่าตลาดราว 3,700 ล้านเหรียญดอลล่าห์สหรัฐ)

ตอนนี้ WeWork กำลังเป็นกระแสพูดคุยระหว่างนักลงทุนว่าอาจจะเป็น “Weไม่Work” หลังจากที่นักลงทุนเห็นความเสี่ยงมากมายภายในบริษัทเอง
เริ่มจากการที่บริษัทมีสัญญาเช่าระยะยาวมากกว่า 15 ปี  (leased contract) ที่ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของบริษัทในเมืองใหญ๋ๆ เป็นสัดส่วนที่สูงมาก ส่วนนึงเนื่องจากต้องการต่อรองราคากับเจ้าของ เพื่อให้ได้ราคาต้นทุนที่ดีกว่า ในขณะที่การเอาพื้นที่ดังกล่าวไปปล่อยเช่าต่อ บริษัทสามารถเรียกราคาสูงเพื่อให้ได้มาจิ้นที่ดีเช่นกัน
ดูเหมือนว่าจะเป็นโมเดลธุรกิจที่ดี แต่อย่างไรก็ตามตรงนี้ซ่อนความเสี่ยงอยู่มหาศาลกับทางบริษัท เนื่องจากต้นทุนได้ถูกฟิกซ์ไว้แล้วในขณะที่รายได้อาจจะไม่อย่างที่หวัง ถ้าต้องเผชิญกับช่วงเศรษฐกิจขาลง

และอีกข้อนึงที่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากๆ สำหรับนักลงทุนคือเรื่องธรรมาภิบาลของผู้บริหาร ซึ่งจากข้อมูลที่เปิดเผยกับทางสาธารณะ นายนิวแมนดูเหมือนได้ใช้ WeWork เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเคยกู้เงินจาก WeWork เพื่อใช้ส่วนตัวในดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า 1% ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยที่ต้องกู้ตลาด ณ ตอนนั้น การเป็นเจ้าของตึกหลายๆที่ และปล่อยให้ WeWork เช่าโดยตรง
การให้ WeWork จ้างงานคนในครอบครัวในตำแหน่งที่สูง การคิดค่า “We” trademark เข้ากระเป๋าตัวเอง หลังจากที่ WeWork ทำการรีแบรนด์เป็น The We Company (WE) รวมถึงนายนิวแมนมีวงเงินกู้ส่วนตัวราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐกับธนาคารหลายแห่งที่(บังเอิญ)เป็น Underwriter ให้กับดีล IPO นี้
โดยเงื่อนไขคือการเอาหุ้น WeWork ของนายนิวแมนมาค้ำประกัน (ลองจินตนาการตามว่า ธนาคารดังกล่าวจะทำอะไรถ้าเกิด WeWork เข้าตลาดและราคาหุ้นไม่เป็นอย่างที่คิดและร่วงอย่างหนัก)

เนื่องจาก Underwriter หลายๆรายได้ประเมินมูลค่าของบริษัทในการ IPO จากราคาที่เคยระดมทุนได้ล่าสุด นั่นก็คือ Softbank Vision Fund ของบริษัท Softbank ที่เพิ่งลงทุนเพิ่มใน WeWork เป็นจำนวน 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐช่วงต้นปี 2019 นี้
มูลค่าบริษัทจึงได้ออกสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทที่ทำธุรกิจคล้ายๆกันแต่มีกำไร โดยให้ความเห็นว่า แม้ปัจจุบัน WeWork ยังคงขาดทุนอย่างหนัก แต่รายได้ก็โตอย่างก้าวกระโดดและคาดหวังว่ากำไรจะตามมาหลังจากที่หยุดขยายแล้ว

หลังจาก IPO ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด และ นายนิวแมนถูกปลดจาก CEO ตอนนี้ WeWork เริ่มประสบกับปัญญาหลายๆอย่าง ฝากให้ CEO คนใหม่ และทีมผู้บริหารแก้ไข ทั้งเรื่องการลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย รวมถึงการปลดคนงาน
คงต้องดูต่อไป อีกไม่นาน คงจะรู้ว่า บริษัทที่คิดว่าจะเป็น Unicorn ในตำนาน จะ Work หรือ ไม่ Work กันแน่

References:

https://www.forbes.com/sites/greatspeculations/2019/08/27/wework-is-the-most-ridiculous-ipo-of-2019/#c4fe3461ad6c

https://www.wsj.com/articles/wework-faces-cash-needs-as-botched-ipo-scuttles-planned-infusion-11569846537


Leave a comment

The Future Visions of Japan (Part 2)

nikkei20000

กลางปี 2014 ผมได้เขียนหนึ่งบทความเกี่ยวกับ ความเป็นไปและมุมมองในอนาคตของประเทศญี่ปุ่น ช่วงนั้นดัชนีหุ้นนิคเคอิอยู่ที่ 15000 จุด ในขณะที่ค่าเงินเยนต่อดอลล่าห์สหรัฐอยู่ที่ราว 102 เยนต่อหนึ่งดอลล่าห์ อาทิตย์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นนิเคอิเพิ่งจะทะลุ 20000 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 15 ปีของประเทศ และมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 120 เยนต่อหนึ่งดอลล่าห์ เทียบได้ว่า ค่าเงินเยนนั้นอ่อนลงราว 20% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นราว 30% ซึ่งถ้าย้อนดูประวัติเมื่อ 15 ปีก่อนที่ดัชนีตลาดหุ้นเท่าๆกับตอนนี้จะเห็นค่าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินเยนต่อดอลล่าห์แทบจะเท่าๆ กับตอนนี้เช่นกัน

นายกอาเบะ พยายามอัดฉีดเงินเข้าระบบ รวมไปถึงการใช้นโยบายต่างๆ เพื่อผลักดันตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง การที่เงินเยนอ่อน ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ที่เน้นการส่งออกหรือมีตลาดอยู่ในต่างประเทศได้รับประโยชน์อย่างมาก เช่น ค่ายรถยนต์โตโยต้า หรือเทรดดิ้งเฟิร์มยักษ์ใหญ่ เช่น กลุ่มซูมิโตโม้ มิตซูบิชิ อิโตชู และอื่นๆ อีกมากมาย ส่งผลให้กำไรของบริษัทโตขึ้นไปตามลำดับ แต่สำหรับบริษัทขนาดกลางและเล็กกลับไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร ในทางกลับกัน บริษัทขนาดกลางและเล็กที่ปกติรับงานจากบริษัทขนาดใหญ่อีกต่อหนึ่ง กลับมีรายได้ที่น้อยลง เพราะบริษัทขนาดใหญ่เหล่านั้นเน้นการผลิตและการค้าในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้เองส่งผลให้บริษัทขนาดกลางและเล็ก หรือที่เราเรียกว่า SMEs ต้องมองหาทางออกโดย ออกไปทำธุรกิจในต่างแดนมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นมองเห็นแนวโน้มตรงนี้อย่างชัดเจน จึงออกนโยบายที่สนับสนุนบริษัท SMEs ของญี่ปุ่นให้ออกมาทำธุรกิจในต่างแดนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินสนับสนุนผ่านหน่วยงานของรัฐที่ดูแลบริษัทในกลุ่ม SMEs โดยเฉพาะ เช่น SMRJ หรือผ่านส่วนราชการในแต่ละจังหวัดโดยตรง แน่นอนว่า เราจะเห็นว่ามีองค์กรของญี่ปุ่นหลายๆ องค์กรเข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยหรือประเทศในแถบอาเซียนมากขึ้น เพื่อช่วยดูแลบริษัทญี่ปุ่นขนาดกลางและเล็กที่เพิ่งจะเริ่มเข้ามาลงทุนในต่างประเทศ นอกจากนั้น เรายังเห็นข่าวมากมายเกี่ยวกับการที่องค์กรเหล่านี้เซ็นต์สัญญาเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานรัฐบาลของประเทศนั้นๆ หรือแม้แต่กับสถาบันการเงินก็ตาม

นอกจากนี้ ล่าสุด นายกอาเบะยังมีแนวคิดที่จะปรับกฏระเบียบต่างๆ รวมไปถึงสถานที่ เพื่อให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเขตอุตสาหกรรมพิเศษที่ช่วยลดภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่ออฟฟิสสำเร็จรูปสำหรับบริษัทต่างชาติ ซึ่งช่วยเอื้อต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ รัฐต้องสนับสนุน SMEs ญี่ปุ่นต้องออกไปหาโอกาสในต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเองไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก

ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาหลักๆ คือ คนแก่เยอะ และ ประชากรลดลง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมากของประเทศญี่ปุ่นที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ผมคิดว่าผู้นำญี่ปุ่นคงต้องคิดเยอะมาก และต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชนภายในประเทศเช่นกัน 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเอกชนต่างๆในประเทศญี่ปุ่น เปิดรับคนต่างชาติเข้าทำงานง่ายขึ้นและมากขึ้น แถมยังเปิดโอกาสให้คนต่างชาติเหล่านั้นสามารถก้าวขึ้นไปยังตำแหน่งสูงๆได้อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อดึงดูดให้คนต่างชาติมาอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นนานขึ้น หรืออาจจะปักหลักที่ประเทศญี่ปุ่นเลย ผมมองว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ ล่าสุดแผนที่จะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 8% เป็น 10% ก็ถูกเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากตัวเลขการบริโภคภายในประเทศนั้นออกมาไม่ดี แม้ว่าญี่ปุ่นยังมีมรสุมต่างๆอีกมากมายที่ต้องผ่านพ้น แต่อย่างน้อยตอนนี้นายกอาเบะถือว่าสอบผ่านในมุมมองของคนทั่วไป ถ้าเทียบกับผู้นำหลายๆคนที่ผ่านมา และญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มีบริษัทที่มี เทคโยโลยีและ Knowhow ที่ล้ำยุคไม่แพ้ประเทศอื่นๆในโลก คนญี่ปุ่นเป็นคนที่รักชาติสูงมาก ผมเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาวิกฤติ ทุกผ่านจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยเหลือให้ผ่านพ้นปัญหาต่างๆไปได้


7 Comments

The Future Visions of Japan (Part1)

นายกอาเบะของญี่ปุ่นเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2012 นับจนถึงตอนนี้ผ่านไปเกือบจะสองปีแล้ว ถือว่าเป็นนายกสมัยหลังๆที่อยู่ในตำแหนีงค่อนข้างนานทีเดียว หลังจากนายกอาเบะเข้ารับตำแหน่ง ท่านใช้นโยบายผ่อนปรนการเงินอย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าเงินเฟ้อที่ 2% หลังจากที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะเงินฝืดมาร่วมสิบปี นอกจากนั้นยังใหั BOJ ใช้นโยบายค่าเงินเยนอ่อน เพื่อกระตุ้นการส่งออก ผลที่ได้รับคือเศรษฐกิจของญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บริษัทยักษ์ใหญ่ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก บริษัทค่ายรถยนต์ต่างๆ กลับมาประกาศกำไรอย่างล้นหลาม การใช้จ่ายในประเทศก็ปรับตัวดีขึ้น คนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ร้านค้าปลีกต่างๆ โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อประกาศผลกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา บริษัทก่อสร้าง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึง บริษัทให้เช่าอุปกรเกี่ยวกับการก่อสร้าง ต่างก็มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น ดัชนีของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ก็ปรับตัวขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว จากราว 9000 จุดช่วงสิ้นปี 2012 เป็น 15000 จุด หรือปรับขึ้นราว 70% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ค่าเงินเยนญี่ปุ่นก็ปรับตัวอ่อนลงอย่างรวดเร็วจากราว 80 เยนต่อดอลล่าห์เป็น ราว 102 เยนต่อดอลล่าห์ในปัจจุบัน ถือว่า อ่อนลงถึง 30% เลยทีเดียว

ผลงานของนายกอาเบะยังไม่ได้มีแค่นั้น ล่าสุดญี่ปุ่น ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิคในปี 2020 ซึ่งถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆทั่วโลกให้มากขึ้น การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในระยะยาวอึกด้วย

หลังจากที่นายกอาเบะได้รับความนิยมอย่างมาก นายกอาเบะก็ไม่รอช้าที่จะประกาศนโยบายเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 5% เป็น 8% โดยเริ่มตั้งแต่ เดือนเมษายนปี 2014 นี้เอง และยังมีแผนปรับเป็น 10% ภายในปี 2015 นี้อีกด้วย แม้ว่าประชาชนหลายๆกลุ่มจะคัดค้านนโยบายนี้ แต่ด้วยผลงานของนายกอาเบะ ทำให้ท้ายที่สุดนโยบายนี้ก็ถูกยอมรับ เพื่อเป็นต้นทุนในการพัฒนาประเทศในระยะยาว สิ่งที่ตามมาคือ อสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นนบูมขึ้นไปอีก คอนโดมิเนียมในเมืองใหญ่เริ่มขาดแคลน สร้างไม่ทันขาย รวมไปถึงออฟฟิสให้เช่ามีการปรับขึ้นราคาในรอบหลายๆปี ทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวกับโลจิสติกส์ การขนย้ายส่งของดีตามไปด้วย


3 Comments

สงครามกับผู้ได้ประโยชน์

7_beer       Versus_signaeon_beer

เร็วๆนี้ ผมอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจของที่ญี่ปุ่น พบว่ามีการพูดถึงการแข่งขันกันระหว่างยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกญี่ปุ่นสองเจ้าคือ “Seven-Eleven” และ “Aeon” เนื้อหาข่าวพูดถึงการแข่งขันทางด้านราคาและคุณภาพสินค้า พูดสั้นๆคือ “ต้องถูกและดี” ทั้งสองบริษัทต่างเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (Private Brand หรือ PB) โดยมีการเจรจากับผู้ผลิตดังๆหลายราย ล่าสุดที่ออกมาสู่ตลาดคือ เบียร์ราคาถูก (ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อว่าแบรนด์เบียร์ดังๆในที่สุดก็ยอมทำ OEM) อย่างที่ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าที่ประเทศญี่ปุ่นมีผู้ผลิตสินค้าต่างๆมากมายเริ่มตั้งแต่ของกิน และสินค้าที่ใช้ในครัวเรือน ในฐานะที่เป็นร้านค้าปลีกรายใหญ่มีสาขาทั่วประเทศ ย่อมที่จะมีอำนาจต่อรองอย่างมากกับผู้ผลิต สุดท้าย ผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือ ผู้บริโภค นั่นเอง

สำหรับประเทศไทย ช่วงหลังๆผมสังเกตุเห็นการแข่งขันต่างๆมากมาย ยกตัวอย่างเช่น การขยายสาขากลุ่มค้าปลีกเพื่อแย่งชิงพื้นที่ สงครามน้ำดำ สงครามชาเขียว สายการบินราคาถูก ค่ายโทรศัพท์มือถือ สัญญาณอินเตอร์เน็ต อสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม

ท่ามกลางสงครามและการแข่งขัน นอกจากผู้บริโภคแล้ว มักจะมีบริษัทที่ได้ประโยชน์จากสงครามดังกล่าว ดังนั้น แทนที่เราจะลงทุนในบริษัทที่ต้องมาแข่งขันกันด้านการตลาดหรือแข่งกันลดราคาเพื่อแย่ง Market Share เราอาจพิจารณา “ลงทุนในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันนั้น” ยิ่งการแข่งขันนั้นมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงและยาวนานมากเท่าไหร่ บริษัทที่ได้ประโยชน์จากสงครามที่ว่าก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น

  • การแข่งขันขยายสาขาเพื่อชิงพื้นที่ของกลุ่มค้าปลีก บริษัทที่ขายอุปกรณ์ที่ใช้เก็บเงินหรือเช็คสต๊อกก็อาจได้ประโยชน์
  • สงครามน้ำดำหรือสงครามชาเขียว ผู้ผลิตฝาขวดหรือแม้แต่ผู้เก็บค่าโฆษณาและจัดอีเวนท์ต่างๆอาจได้ประโยชน์
  • การแข่งขันราคาและจำนวนสายการบินราคาถูก ทำให้สนามบินหรือแม้แต่บริการเติมน้ำมันเครื่องบินอาจได้ประโยชน์
  • การขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทำให้ผู้จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างอาจได้ประโยชน์

เหล่านี้เป็นต้น แม้ว่ายังมีอีกหลายๆปัจจัยที่เราต้องพิจารณาก่อนเลือกลงทุน แต่อย่างน้อยจากข้อมูลดังกล่าว เราจะได้กลุ่มบริษัทเพื่อนำไปศึกษาต่อในรายละเอียดทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพต่อไป


3 Comments

นักเตะแข้งทอง

25560216-215552.jpg

หลายๆท่านที่เกิดในยุค 1970s เหมือนผมคงไม่พลาดที่จะได้ดูฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ อิตาลีกับบราซิลในปี 1994 รอบนี้ตัดสินแพ้ชนะกันด้วยการยิงลูกโทษซึ่งหนึ่งในบุคคลที่ถูกเลือกเป็นตัวแทนของทีมอิตาลีให้ออกมายิงลูกโทษคือ ซุปเปอร์สตาร์ในยุคนั้น โรแบโต้ บัจจิโอ้ นักเตะแข้งทองที่บุคคลทั่วโลกรู้จัก ซึ่ง ณ ตอนนั้นคงไม่มีใครจะนึกว่าเค้าจะเตะลูกโทษพลาด ด้วยความผิดพลาดนี้เองส่งผลให้ประเทศอิตาลีพลาดแชมป์ในครั้งนั้น

หลังจากวันนั้นไม่นานก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้กันอย่างมาก สื่อต่างๆประโคมข่าวเรื่องความผิดพลาดของบัจจิโอ้ จนทำให้ความนิยมในตัวนักเตะคนนี้ลดลงไปฉับพลันเพียงแค่ความผิดพลาดจากการเตะลูกจุดโทษเพียงแค่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป บัจจิโอ้ก็เรียกฟอร์มเด่นกลับมาได้ดังเดิม และด้วยความที่เคยเป็นซุปเปอร์สตาร์ความนิยมในตัวเค้าก็กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าความผิดพลาดครั้งนี้จะทำให้เกิดรอยด่างพล้อยขึ้นในตัวนักเตะแข้งทองคนนี้ แต่ก็ทำให้เราเห็นว่าแม้จะเก่งแค่ไหนก็สามารถที่จะผิดพลาดได้เช่นกัน

ผมขอเปรียบเทียบนักเตะแข้งทองคนนี้กับหุ้นที่ได้รับความนิยมในตลาด นักลงทุนก็เปรียบเสมือนกับกองเชียร์ที่ยิ่งมีความคาดหวังในตัวนักเตะคนนั้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งกล้าที่จะเดิมพันกับความคาดหวังนั้นมากขึ้นเท่านั้น ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลให้ค่า PE พุ่งสูงขึ้นไปมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ผลสุดท้ายคือ เราจะอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการขาดทุนอย่างมากแม้ผลประกอบการณ์ของบริษัทออกมาในทิศทางที่แย่แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม ในทางกลับกันแม้ว่าบริษัทจะทำกำไรได้ดี ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ได้ตอบสนองกับกำไรนั้นมากนัก เนื่องจากกองเชียร์ในสนามต่างก็คิดเหมือนๆกันว่า “ซุปเปอร์สตาร์ระดับนี้แล้ว ยังไงก็ต้องยิงเข้า” ราคาหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นบ้าง ถ้าลูกที่ยิงออกไปไซด์ก้อยและตุงตาข่ายซ้ายบนแบบนายประตูขาตายและหมดสิทธิ์รับ

สุดท้ายนี้ผมไม่ได้บอกว่าการลงทุนกับนักเตะแข้งทองเป็นเรื่องที่ไม่ดี ถ้านักเตะแข้งทองที่แต่ละคนกล่าวขวัญถึงเป็นทองแท้ไม่ใช่ “ทองเก๊” เค้าคนนั้นก็สามารถที่จะกลับมาเป็นที่นิยมได้ไม่ยากนัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “เราศึกษาเค้ามาดีพอรึยัง” แต่ถ้าถามผม ผมชอบมองหานักเตะดาวรุ่งอายุน้อย ที่มีโอกาสจะเป็นนักเตะแข้งทองได้ในอนาคตมากกว่า คุณล่ะ ชอบแบบไหน?

รายการ VI สายดำ

5 Comments

 

ขอขอบพระคุณพิธีกรและทีมงานรายการ VI สายดำ ทุกท่าน โดยเฉพาะ คุณกานต์ ณัฐชาต คำศิริตระกูล กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ที่เปิดโอกาสให้ผมร่วมแชร์ประสบการณ์การลงทุนผ่านทางช่องกรุงเทพธุรกิจทีวี เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา ผมเอาคลิปวิดีโอมาแชร์ในบล๊อกนี้ด้วยสำหรับผู้ที่สนใจรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ครับ

VI สายดำ: วิเคราะห์หุ้นแมวป่วย

VI สายดำ: วิเคราะห์เศรษฐกิจญี่ปุ่น

ยังมีอีกหลายคลิปวิดีโอที่เพื่อนๆ และรุ่นพี่นักลงทุนคนอื่นๆ ได้เข้ามาเล่าและแชร์แนวคิดและเทคนิคการลงทุนในรายการนี้ ท่านที่สนใจสามารถคลิ๊กเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน FB ของรายการ วีไอสายดำ ครับ


3 Comments

Myanmar the turnaround country (2)

2012-11-25 10.12.49

ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับประเทศพม่าไว้เมื่อซักระยะนึงแล้ว ครั้งนี้ผมจะมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศพม่าเพิ่มเติม เนื่องจากเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปยังสำรวจพื้นที่จริงๆ ที่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งถือว่าเป็นใจกลางธุรกิจการค้าของประเทศเค้าเลยทีเดียว

สิ่งแรกที่ผมรู้สึกได้หลักจากที่ได้เหยียบประเทศพม่าและได้พูดคุยกับผู้คนรวมถึงองค์กรต่างๆ คือ “โอกาสมหาศาลทางธุรกิจ” หลังจากที่รัฐบาลได้ปรับปรุงกฏหมายต่างๆเกี่ยวกับค่าเงินจ๊าดเมื่อเดือนกรกฏาคม 2555 ที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศพม่าเริ่มเสถียรมากขึ้น (ณ ปัจจุบัน 1 USD มีค่าประมาณ 800 จ๊าด) อย่างไรก็ตาม กฏหมายต่างๆเกี่ยวกับการลงทุนในประเทศพม่า เริ่มตั้งแต่การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท ผลประโยชน์ต่างๆทางภาษีของนักลงทุนต่างชาติ นั้นยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ดูแนวโน้มแล้ว ผมเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ทุกอย่างจะเริ่มชัดเจนมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของทั้งภาครัฐและเอกชนในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก “ประเทศญี่ปุ่น” ซึ่งหลายๆองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนและธนาคารใหญ่ๆ ได้เข้าไปเปิดสำนักงานตัวแทนในประเทศพม่าเรียบร้อยแล้วหลายแห่งด้วยกัน

ธุรกิจที่ผมมองว่าน่าจะได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของพม่าเป็นลำดับแรกๆ คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ “โครงสร้างและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน” ผมสังเกตุเห็นได้ว่า ถนนหนทางแม้แต่ในเมืองย่างกุ้งยังไม่ดีนัก ตึกรามบ้านช่องต่างๆก็เก่า ขาดการปรับปรุงเป็นเวลานาน ไฟฟ้าก็ยังไม่เพียงพอ ฉะนั้นบริษัทในประเทศไทยที่มีศักยภาพในการผลิตหรือให้บริการด้านดังกล่าวก็มีโอกาสที่จะขยายธุรกิจตัวเองไปยังประเทศดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งบริษัทย่อยใหม่หรือการร่วมทุนกับบริษัทในท้องถิ่น

2012-11-25 11.49.22

อีกธุรกิจที่ผมมองว่าจะได้ประโยชน์มากๆ เช่นกัน คือธุรกิจที่ทำเกี่ยวกับ “เทคโนโลยีและการสื่อสาร” เท่าที่ผมสอบถามจากคนในท้องที่ พบว่าชาวพม่ายังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันมากนัก (ไม่ต้องพูดถึง tablet หรือ smartphone) การใช้งานอินเตอร์เน็ตของคนปกติในประเทศก็ยังไม่เยอะมากนัก ส่วนใหญ่จะใช้ได้ก็ภายในโรงแรมหรือสถานที่ราชการใหญ่ๆ โทรศัพท์มือถือต่างๆ ที่ผมเห็นส่วนใหญ่จะเป็นของ Nokia, Samsung, และ LG อย่างไรก็ตาม พื้นฐานเท่าที่ผมเดินในห้างที่ใหญ่ที่สุดในกรุงย่างกุ้ง ผมสังเกตุเห็นเพียงแค่ซุ้มขายมือถือคล้ายๆ กับแหล่งรวมมือถือมือสองที่มาบุญครองบ้านเรา เพียงแต่ว่าเล็กกว่า และมีร้านน้อยกว่า หลังจากที่พม่าเปิดประเทศให้นักลงทุนเข้ามามากขึ้น การจ้างงานในประเทศพม่าเองจะเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความต้องการเกี่ยวกับของใช้เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายในชีวิตเพิ่มมากขึ้นด้วย

2012-11-25 12.17.05

สุดท้าย ถ้าใครได้มีโอกาสไปเที่ยวที่กรุงย่างกุ้งแล้วไม่เห็นว่า มีรถมอเตอร์ไซต์วิ่งในเมืองเลยก็อย่าตกใจนะครับ ผมเพิ่งทราบเหมือนกันหลังจากที่ได้ไปสำรวจมาว่า รัฐบาลพม่าเค้าห้ามไม่ให้รถมอเตอร์ไซต์วิ่งในเมืองย่างกุ้งครับ เฉพาะเมืองย่างกุ้งนะ เมืองอื่นโอเค เหตุผลน่ะเหรอครับ ผมถามมานะแต่เล่าตรงนี้ไม่ได้ ถ้าใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเทศพม่าก็ลองส่งเมสเสสมาคุยกันได้ครับ ผมเห็นหลายๆบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นของประเทศไทย เริ่มๆ ไปเปิดธุรกิจในประเทศพม่าเช่นกัน นับเป็นโอกาสดีในการขยับขยายสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นครับ


3 Comments

Tech Stock

Mystery_tech_stock

นักลงทุนหลายๆท่าน ที่ศึกษาการลงทุนตามแบบอย่างของ Warren Buffet คงจะพอทราบว่า ศาสดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่าท่านนี้ ไม่ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี เพราะไม่ชอบอะไรที่เปลี่ยนแปลงเร็วไปตามกระแสโลก นอกจากนั้นสำหรับตัว Buffet เองนั้น บอกว่ายากที่จะประเมินมูลค่าของหุ้นเทคโนโลยีได้ในระยะยาว

จริงๆแล้วการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นเนื่องจากมนุษย์ไม่ชอบอยู่กับที่ ชอบอะไรที่สะดวกสบายกว่าที่เป็นอยู่ อะไรที่สวยงาม และพัฒนาการแปลกใหม่เมื่อเทียบกับอดีต นอกจากนั้น นับวันบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลก็พยายามทำการวิจัยต่างๆเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ผมขอยกตัวอย่าง เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน โทรทัศน์มีขนาดเท่าๆกับตู้เย็น มีแต่สีขาวดำ สมัยนี้กลับมีการพัฒนาให้บางลงเรื่อยๆ บางรุ่นได้รับการพัฒนาให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายเพียงสัมผัสหน้าจอ และสามารถติดต่อไปยังอินเตอร์เน็ตได้ เมื่อ 20 ปีก่อน โทรศัพท์มือถือเป็นแบบกระติกน้ำ ขนาดใหญ่และค่อนข้างหนักเนื่องจากอุปกรณ์ภายในที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร โดยสมัยนี้เปลี่ยนรูปแบบไป มีการประมวลผลเร็วขึ้น ติดต่อไปยังอินเตอร์เน็ตได้ พกพาง่าย น้ำหนักเบา มีฟังก์ชั่นเพิ่มขึ้นมากมาย เกมส์บอยที่เคยฮิตติดตลาดมีแต่สีขาวดำ ตอนนี้เป็นแบบ 3D แถมน้ำหนักเบารูปร่างและสีสันตามสมัยนิยมและความต้องการของผู้บริโภค  เห็นได้ว่า สิ่งที่สำคัญมากสำหรับบริษัททำธุรกิจทีเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีคือ “Adaptation” ซึ่งจะนำไปสู่ “Innovation” เพราะต้องอยู่ในสภาพที่แข่งขันอยู่ตลอดเวลา

โดยปกติแล้วเราอาจจะแบ่งหุ้นที่เราเรียกว่า “Tech Stock” ได้สองประเภท คือ บริษัทที่เป็น “ผู้ผลิตเทคโนโลยี” และบริษัท “ผู้ใช้ผลผลิตจากเทคโนโลยี”

1. ผู้ผลิตเทคโนโลยี

หุ้นที่ผมคิดว่ามีความเสี่ยงเกี่ยวกับเทคโนโลยีค่อนข้างสูงคือ หุ้นของบริษัทที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้ผลิต” เนื่องจากบริษัทประเภทนี้ส่วนใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างมากในช่วงแรกเพื่อซื้อเครื่องจักรมาทำการผลิต อีกทั้งยังต้องมีงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อใช้ในการวิจัยสิ่งใหม่ๆ ให้ก้าวทันโลก จะว่าไปแล้วนอกจากบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตนี้ต้องแข่งขันกับบริษัทอื่นที่ผลิตสินค้าอย่างเดียวกันแล้ว ยังต้องทำตัวให้ทันสมัยอยู่เสมอ เนื่องจากสินค้าทดแทนสามารถเข้ามาได้ตลอดเวลา บริษัทญี่ปุ่นแบรนด์ดังๆที่ทุกคนต่างรู้จักเช่น Sony, Panasonic, Sharp ต่างก็ประกาศผลประกอบการขาดทุนมหาศาลในปี 2555 นี้ เนื่องจากการเข้ามาของคู่แข่งจากประเทศเกาหลี ที่มีเทคโนโลยีปรับตามความต้องการของผู้บริโภคและมีราคาที่ถูกกว่า ผมเคยคุยกับคนญี่ปุ่นหลายๆท่าน เกี่ยวกับการถูกโจมตีจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศเกาหลีอย่างซัมซุง คนญี่ปุ่นหลายๆท่านบอกผมว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นแพ้ ประเทศเกาหลี เพราะว่า ประเทศญี่ปุ่นนั้นเน้นผลิตของที่มีคุณภาพสูงไว้ก่อน และเชื่อว่าคนจะเลือกซื้อของที่ตัวเองผลิตแน่นอน ถ้าของนั้นดี แตกต่างจากประเทศเกาหลีที่ผลิตของโดยมองที่ความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก ยกตัวอย่างเช่น ซัมซุง ตั้งแต่ตอนวางแผนการผลิต บริษัทวางแผนผลิตสินค้าเพื่อที่สามารถขายให้กับคนทั่วโลกได้ ของที่ผลิตออกมาอาจจะมีเทคโนโลยีและคุณภาพที่ด้อยกว่าจากประเทศญี่ปุ่นเล็กน้อย แต่ราคาถูกกว่ากันเยอะ ทำให้สามารถขายได้ง่ายกว่า ถ้าพูดให้ง่ายคือ ปรัชญาการขายที่แตกต่างกันระหว่าง “ของดีใครก็ซื้อ” กับ “ของที่คนซื้อ เรามองว่าเป็นของดี” นั่นเอง

2. ผู้ใข้ผลผลิตจากเทคโนโลยี

หุ้นอีกประเภทหนึ่งที่ถูกจัดให้อยู่ในหุ้นเทคโนโลยีเช่นเดียวกันคือ บริษัท “ผู้ใช้ผลผลิตจากเทคโนโลยี” ซึ่งผมมองว่ามีโอกาสที่จะปรับตัวได้ง่ายกว่าประเภทแรก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทผู้ขายอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ เทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท๊ปเล็ต โทรศัพย์มือถือ หรือเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รวมไปถึงผู้ใช้สิ่งดังกล่าว เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจของตัวเอง อย่างไรก็ตาม การเลือกลงทุนในบริษัทผู้ใช้ผลผลิตจากเทคโนโลยี มีปัจจัยสำคัญที่เราควรพิจารณาก่อนลงทุน นั่นคือ “ทีมผู้บริหาร” แม้ว่าบริษัทไม่ต้องมีทีม R&D เพื่อแข่งขันอย่างบ้าคลั่ง กับบริษัทอื่นๆ เหมือนอย่างผู้ผลิตเทคโนโลยี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น บริษัทต้อง “ตื่นตัว” กับสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา มองอนาคตและเทรนด์การเปลี่ยนแปลง รวมถึง”เลือกใช้” เทคโนโลยี ให้เหมาะสมกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของความต้องการของผู้บริโภคตามสมัยนิยมเช่นกัน

สุดท้ายแล้วคนที่จะชี้ชะตาของบริษัทและได้ประโยชน์จากการแข่งขันในระยะยาว คือ “ผู้บริโภค” อย่างเราๆนั่นเอง เพราะฉะนั้นก่อนการลงทุนใน Tech Stock เราควรจะถามตัวเราเอง เกี่ยวกับความนิยมในเทคโนโลยีนั้นๆ อะไรคือความต้องการในอนาคตของตัวเรา และคนรอบข้าง ซึ่งการมองอนาคตระยะยาวในสิ่งที่ยังไม่มาถึง จะทำให้เรามองเห็นโอกาสก่อนคนอื่นๆ และเลือกพิจารณาลงทุนในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้