kabuvi

Limit downside, Be focus


Leave a comment

The Future Visions of Japan (Part 2)

nikkei20000

กลางปี 2014 ผมได้เขียนหนึ่งบทความเกี่ยวกับ ความเป็นไปและมุมมองในอนาคตของประเทศญี่ปุ่น ช่วงนั้นดัชนีหุ้นนิคเคอิอยู่ที่ 15000 จุด ในขณะที่ค่าเงินเยนต่อดอลล่าห์สหรัฐอยู่ที่ราว 102 เยนต่อหนึ่งดอลล่าห์ อาทิตย์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นนิเคอิเพิ่งจะทะลุ 20000 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 15 ปีของประเทศ และมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 120 เยนต่อหนึ่งดอลล่าห์ เทียบได้ว่า ค่าเงินเยนนั้นอ่อนลงราว 20% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นราว 30% ซึ่งถ้าย้อนดูประวัติเมื่อ 15 ปีก่อนที่ดัชนีตลาดหุ้นเท่าๆกับตอนนี้จะเห็นค่าอัตราแลกเปลี่ยนของเงินเยนต่อดอลล่าห์แทบจะเท่าๆ กับตอนนี้เช่นกัน

นายกอาเบะ พยายามอัดฉีดเงินเข้าระบบ รวมไปถึงการใช้นโยบายต่างๆ เพื่อผลักดันตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง การที่เงินเยนอ่อน ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ที่เน้นการส่งออกหรือมีตลาดอยู่ในต่างประเทศได้รับประโยชน์อย่างมาก เช่น ค่ายรถยนต์โตโยต้า หรือเทรดดิ้งเฟิร์มยักษ์ใหญ่ เช่น กลุ่มซูมิโตโม้ มิตซูบิชิ อิโตชู และอื่นๆ อีกมากมาย ส่งผลให้กำไรของบริษัทโตขึ้นไปตามลำดับ แต่สำหรับบริษัทขนาดกลางและเล็กกลับไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร ในทางกลับกัน บริษัทขนาดกลางและเล็กที่ปกติรับงานจากบริษัทขนาดใหญ่อีกต่อหนึ่ง กลับมีรายได้ที่น้อยลง เพราะบริษัทขนาดใหญ่เหล่านั้นเน้นการผลิตและการค้าในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น สิ่งนี้เองส่งผลให้บริษัทขนาดกลางและเล็ก หรือที่เราเรียกว่า SMEs ต้องมองหาทางออกโดย ออกไปทำธุรกิจในต่างแดนมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลญี่ปุ่นมองเห็นแนวโน้มตรงนี้อย่างชัดเจน จึงออกนโยบายที่สนับสนุนบริษัท SMEs ของญี่ปุ่นให้ออกมาทำธุรกิจในต่างแดนได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้เงินสนับสนุนผ่านหน่วยงานของรัฐที่ดูแลบริษัทในกลุ่ม SMEs โดยเฉพาะ เช่น SMRJ หรือผ่านส่วนราชการในแต่ละจังหวัดโดยตรง แน่นอนว่า เราจะเห็นว่ามีองค์กรของญี่ปุ่นหลายๆ องค์กรเข้ามาเปิดสำนักงานในประเทศไทยหรือประเทศในแถบอาเซียนมากขึ้น เพื่อช่วยดูแลบริษัทญี่ปุ่นขนาดกลางและเล็กที่เพิ่งจะเริ่มเข้ามาลงทุนในต่างประเทศ นอกจากนั้น เรายังเห็นข่าวมากมายเกี่ยวกับการที่องค์กรเหล่านี้เซ็นต์สัญญาเป็นพันธมิตรกับหน่วยงานรัฐบาลของประเทศนั้นๆ หรือแม้แต่กับสถาบันการเงินก็ตาม

นอกจากนี้ ล่าสุด นายกอาเบะยังมีแนวคิดที่จะปรับกฏระเบียบต่างๆ รวมไปถึงสถานที่ เพื่อให้บริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศญี่ปุ่นได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเขตอุตสาหกรรมพิเศษที่ช่วยลดภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทต่างชาติ หรือแม้แต่ออฟฟิสสำเร็จรูปสำหรับบริษัทต่างชาติ ซึ่งช่วยเอื้อต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาที่ รัฐต้องสนับสนุน SMEs ญี่ปุ่นต้องออกไปหาโอกาสในต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจภายในประเทศเองไม่สามารถขยายตัวได้ดีนัก

ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นประสบปัญหาหลักๆ คือ คนแก่เยอะ และ ประชากรลดลง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญมากของประเทศญี่ปุ่นที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ผมคิดว่าผู้นำญี่ปุ่นคงต้องคิดเยอะมาก และต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานเอกชนภายในประเทศเช่นกัน 2-3 ปีที่ผ่านมา บริษัทเอกชนต่างๆในประเทศญี่ปุ่น เปิดรับคนต่างชาติเข้าทำงานง่ายขึ้นและมากขึ้น แถมยังเปิดโอกาสให้คนต่างชาติเหล่านั้นสามารถก้าวขึ้นไปยังตำแหน่งสูงๆได้อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อดึงดูดให้คนต่างชาติมาอาศัยอยู่ในประเทศญี่ปุ่นนานขึ้น หรืออาจจะปักหลักที่ประเทศญี่ปุ่นเลย ผมมองว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ ล่าสุดแผนที่จะปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 8% เป็น 10% ก็ถูกเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากตัวเลขการบริโภคภายในประเทศนั้นออกมาไม่ดี แม้ว่าญี่ปุ่นยังมีมรสุมต่างๆอีกมากมายที่ต้องผ่านพ้น แต่อย่างน้อยตอนนี้นายกอาเบะถือว่าสอบผ่านในมุมมองของคนทั่วไป ถ้าเทียบกับผู้นำหลายๆคนที่ผ่านมา และญี่ปุ่นยังเป็นประเทศที่มีบริษัทที่มี เทคโยโลยีและ Knowhow ที่ล้ำยุคไม่แพ้ประเทศอื่นๆในโลก คนญี่ปุ่นเป็นคนที่รักชาติสูงมาก ผมเชื่อว่าเมื่อถึงเวลาวิกฤติ ทุกผ่านจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยเหลือให้ผ่านพ้นปัญหาต่างๆไปได้

Advertisements


7 Comments

The Future Visions of Japan (Part1)

นายกอาเบะของญี่ปุ่นเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 2012 นับจนถึงตอนนี้ผ่านไปเกือบจะสองปีแล้ว ถือว่าเป็นนายกสมัยหลังๆที่อยู่ในตำแหนีงค่อนข้างนานทีเดียว หลังจากนายกอาเบะเข้ารับตำแหน่ง ท่านใช้นโยบายผ่อนปรนการเงินอย่างเต็มที่ โดยตั้งเป้าเงินเฟ้อที่ 2% หลังจากที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาภาวะเงินฝืดมาร่วมสิบปี นอกจากนั้นยังใหั BOJ ใช้นโยบายค่าเงินเยนอ่อน เพื่อกระตุ้นการส่งออก ผลที่ได้รับคือเศรษฐกิจของญี่ปุ่นปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บริษัทยักษ์ใหญ่ที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก บริษัทค่ายรถยนต์ต่างๆ กลับมาประกาศกำไรอย่างล้นหลาม การใช้จ่ายในประเทศก็ปรับตัวดีขึ้น คนกล้าจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ร้านค้าปลีกต่างๆ โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อประกาศผลกำไรสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา บริษัทก่อสร้าง พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึง บริษัทให้เช่าอุปกรเกี่ยวกับการก่อสร้าง ต่างก็มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น ดัชนีของตลาดหุ้นญี่ปุ่น ก็ปรับตัวขึ้นตามมาอย่างรวดเร็ว จากราว 9000 จุดช่วงสิ้นปี 2012 เป็น 15000 จุด หรือปรับขึ้นราว 70% ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ค่าเงินเยนญี่ปุ่นก็ปรับตัวอ่อนลงอย่างรวดเร็วจากราว 80 เยนต่อดอลล่าห์เป็น ราว 102 เยนต่อดอลล่าห์ในปัจจุบัน ถือว่า อ่อนลงถึง 30% เลยทีเดียว

ผลงานของนายกอาเบะยังไม่ได้มีแค่นั้น ล่าสุดญี่ปุ่น ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิคในปี 2020 ซึ่งถือว่าเป็นอีกก้าวหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆทั่วโลกให้มากขึ้น การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิค ยังมีส่วนช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของญี่ปุ่นในระยะยาวอึกด้วย

หลังจากที่นายกอาเบะได้รับความนิยมอย่างมาก นายกอาเบะก็ไม่รอช้าที่จะประกาศนโยบายเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม จาก 5% เป็น 8% โดยเริ่มตั้งแต่ เดือนเมษายนปี 2014 นี้เอง และยังมีแผนปรับเป็น 10% ภายในปี 2015 นี้อีกด้วย แม้ว่าประชาชนหลายๆกลุ่มจะคัดค้านนโยบายนี้ แต่ด้วยผลงานของนายกอาเบะ ทำให้ท้ายที่สุดนโยบายนี้ก็ถูกยอมรับ เพื่อเป็นต้นทุนในการพัฒนาประเทศในระยะยาว สิ่งที่ตามมาคือ อสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นนบูมขึ้นไปอีก คอนโดมิเนียมในเมืองใหญ่เริ่มขาดแคลน สร้างไม่ทันขาย รวมไปถึงออฟฟิสให้เช่ามีการปรับขึ้นราคาในรอบหลายๆปี ทำให้อุตสาหกรรมเกี่ยวกับโลจิสติกส์ การขนย้ายส่งของดีตามไปด้วย


3 Comments

สงครามกับผู้ได้ประโยชน์

7_beer       Versus_signaeon_beer

เร็วๆนี้ ผมอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจของที่ญี่ปุ่น พบว่ามีการพูดถึงการแข่งขันกันระหว่างยักษ์ใหญ่ในวงการค้าปลีกญี่ปุ่นสองเจ้าคือ “Seven-Eleven” และ “Aeon” เนื้อหาข่าวพูดถึงการแข่งขันทางด้านราคาและคุณภาพสินค้า พูดสั้นๆคือ “ต้องถูกและดี” ทั้งสองบริษัทต่างเพิ่มสัดส่วนสินค้าแบรนด์ของตัวเอง (Private Brand หรือ PB) โดยมีการเจรจากับผู้ผลิตดังๆหลายราย ล่าสุดที่ออกมาสู่ตลาดคือ เบียร์ราคาถูก (ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อว่าแบรนด์เบียร์ดังๆในที่สุดก็ยอมทำ OEM) อย่างที่ทุกท่านทราบอยู่แล้วว่าที่ประเทศญี่ปุ่นมีผู้ผลิตสินค้าต่างๆมากมายเริ่มตั้งแต่ของกิน และสินค้าที่ใช้ในครัวเรือน ในฐานะที่เป็นร้านค้าปลีกรายใหญ่มีสาขาทั่วประเทศ ย่อมที่จะมีอำนาจต่อรองอย่างมากกับผู้ผลิต สุดท้าย ผู้ที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือ ผู้บริโภค นั่นเอง

สำหรับประเทศไทย ช่วงหลังๆผมสังเกตุเห็นการแข่งขันต่างๆมากมาย ยกตัวอย่างเช่น การขยายสาขากลุ่มค้าปลีกเพื่อแย่งชิงพื้นที่ สงครามน้ำดำ สงครามชาเขียว สายการบินราคาถูก ค่ายโทรศัพท์มือถือ สัญญาณอินเตอร์เน็ต อสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม

ท่ามกลางสงครามและการแข่งขัน นอกจากผู้บริโภคแล้ว มักจะมีบริษัทที่ได้ประโยชน์จากสงครามดังกล่าว ดังนั้น แทนที่เราจะลงทุนในบริษัทที่ต้องมาแข่งขันกันด้านการตลาดหรือแข่งกันลดราคาเพื่อแย่ง Market Share เราอาจพิจารณา “ลงทุนในบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการแข่งขันนั้น” ยิ่งการแข่งขันนั้นมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงและยาวนานมากเท่าไหร่ บริษัทที่ได้ประโยชน์จากสงครามที่ว่าก็ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น

  • การแข่งขันขยายสาขาเพื่อชิงพื้นที่ของกลุ่มค้าปลีก บริษัทที่ขายอุปกรณ์ที่ใช้เก็บเงินหรือเช็คสต๊อกก็อาจได้ประโยชน์
  • สงครามน้ำดำหรือสงครามชาเขียว ผู้ผลิตฝาขวดหรือแม้แต่ผู้เก็บค่าโฆษณาและจัดอีเวนท์ต่างๆอาจได้ประโยชน์
  • การแข่งขันราคาและจำนวนสายการบินราคาถูก ทำให้สนามบินหรือแม้แต่บริการเติมน้ำมันเครื่องบินอาจได้ประโยชน์
  • การขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ไปตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทำให้ผู้จำหน่ายวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างอาจได้ประโยชน์

เหล่านี้เป็นต้น แม้ว่ายังมีอีกหลายๆปัจจัยที่เราต้องพิจารณาก่อนเลือกลงทุน แต่อย่างน้อยจากข้อมูลดังกล่าว เราจะได้กลุ่มบริษัทเพื่อนำไปศึกษาต่อในรายละเอียดทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพต่อไป


3 Comments

นักเตะแข้งทอง

25560216-215552.jpg

หลายๆท่านที่เกิดในยุค 1970s เหมือนผมคงไม่พลาดที่จะได้ดูฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ อิตาลีกับบราซิลในปี 1994 รอบนี้ตัดสินแพ้ชนะกันด้วยการยิงลูกโทษซึ่งหนึ่งในบุคคลที่ถูกเลือกเป็นตัวแทนของทีมอิตาลีให้ออกมายิงลูกโทษคือ ซุปเปอร์สตาร์ในยุคนั้น โรแบโต้ บัจจิโอ้ นักเตะแข้งทองที่บุคคลทั่วโลกรู้จัก ซึ่ง ณ ตอนนั้นคงไม่มีใครจะนึกว่าเค้าจะเตะลูกโทษพลาด ด้วยความผิดพลาดนี้เองส่งผลให้ประเทศอิตาลีพลาดแชมป์ในครั้งนั้น

หลังจากวันนั้นไม่นานก็มีการกล่าวถึงเรื่องนี้กันอย่างมาก สื่อต่างๆประโคมข่าวเรื่องความผิดพลาดของบัจจิโอ้ จนทำให้ความนิยมในตัวนักเตะคนนี้ลดลงไปฉับพลันเพียงแค่ความผิดพลาดจากการเตะลูกจุดโทษเพียงแค่ครั้งเดียว อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป บัจจิโอ้ก็เรียกฟอร์มเด่นกลับมาได้ดังเดิม และด้วยความที่เคยเป็นซุปเปอร์สตาร์ความนิยมในตัวเค้าก็กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าความผิดพลาดครั้งนี้จะทำให้เกิดรอยด่างพล้อยขึ้นในตัวนักเตะแข้งทองคนนี้ แต่ก็ทำให้เราเห็นว่าแม้จะเก่งแค่ไหนก็สามารถที่จะผิดพลาดได้เช่นกัน

ผมขอเปรียบเทียบนักเตะแข้งทองคนนี้กับหุ้นที่ได้รับความนิยมในตลาด นักลงทุนก็เปรียบเสมือนกับกองเชียร์ที่ยิ่งมีความคาดหวังในตัวนักเตะคนนั้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งกล้าที่จะเดิมพันกับความคาดหวังนั้นมากขึ้นเท่านั้น ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นจนส่งผลให้ค่า PE พุ่งสูงขึ้นไปมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ผลสุดท้ายคือ เราจะอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อการขาดทุนอย่างมากแม้ผลประกอบการณ์ของบริษัทออกมาในทิศทางที่แย่แม้เพียงน้อยนิดก็ตาม ในทางกลับกันแม้ว่าบริษัทจะทำกำไรได้ดี ราคาหุ้นก็อาจจะไม่ได้ตอบสนองกับกำไรนั้นมากนัก เนื่องจากกองเชียร์ในสนามต่างก็คิดเหมือนๆกันว่า “ซุปเปอร์สตาร์ระดับนี้แล้ว ยังไงก็ต้องยิงเข้า” ราคาหุ้นอาจจะปรับตัวขึ้นบ้าง ถ้าลูกที่ยิงออกไปไซด์ก้อยและตุงตาข่ายซ้ายบนแบบนายประตูขาตายและหมดสิทธิ์รับ

สุดท้ายนี้ผมไม่ได้บอกว่าการลงทุนกับนักเตะแข้งทองเป็นเรื่องที่ไม่ดี ถ้านักเตะแข้งทองที่แต่ละคนกล่าวขวัญถึงเป็นทองแท้ไม่ใช่ “ทองเก๊” เค้าคนนั้นก็สามารถที่จะกลับมาเป็นที่นิยมได้ไม่ยากนัก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “เราศึกษาเค้ามาดีพอรึยัง” แต่ถ้าถามผม ผมชอบมองหานักเตะดาวรุ่งอายุน้อย ที่มีโอกาสจะเป็นนักเตะแข้งทองได้ในอนาคตมากกว่า คุณล่ะ ชอบแบบไหน?

รายการ VI สายดำ

5 Comments

 

ขอขอบพระคุณพิธีกรและทีมงานรายการ VI สายดำ ทุกท่าน โดยเฉพาะ คุณกานต์ ณัฐชาต คำศิริตระกูล กรรมการสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) ที่เปิดโอกาสให้ผมร่วมแชร์ประสบการณ์การลงทุนผ่านทางช่องกรุงเทพธุรกิจทีวี เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมา ผมเอาคลิปวิดีโอมาแชร์ในบล๊อกนี้ด้วยสำหรับผู้ที่สนใจรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ครับ

VI สายดำ: วิเคราะห์หุ้นแมวป่วย

VI สายดำ: วิเคราะห์เศรษฐกิจญี่ปุ่น

ยังมีอีกหลายคลิปวิดีโอที่เพื่อนๆ และรุ่นพี่นักลงทุนคนอื่นๆ ได้เข้ามาเล่าและแชร์แนวคิดและเทคนิคการลงทุนในรายการนี้ ท่านที่สนใจสามารถคลิ๊กเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ใน FB ของรายการ วีไอสายดำ ครับ